ในปัจจุบันหลายคนมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งจะต้องอาศัยการกู้เงินก้อน เพื่อมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประจำวัน แต่หลายคนก็มองว่า การกู้เงินผ่านสถาบันทางการเงินเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก อนุมัติช้า ได้วงเงินน้อย
จนทำให้รู้สึกว่าไม่อยากกู้ และใช้ทางลัดโดยการกู้นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยโหดมาก ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นวันนี้เรามารู้เกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายกันก่อนตัดสินใจกู้เงินกันเลยดีกว่า
เงินกู้คืออะไร
เงินกู้ คือ สัญญาหรือข้อตกลงที่บุคคลหรือสถาบันการเงิน (ผู้ให้กู้) ให้ยืมเงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้กู้ โดยผู้กู้ตกลงว่าจะชำระเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เป็นการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการลงทุนหรือใช้จ่าย โดยมีทั้งแบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน ซึ่งปัจจุบันก็มีแหล่งกู้เงินที่ทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ดังนั้นก่อนกู้เงินต้องรู้อะไรบ้าง ไปดูกันต่อเลย
ก่อนกู้เงินต้องรู้อะไรบ้าง
1. อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
สิ่งที่สำคัญในการขอกู้เงินคือคุณจะต้องรู้อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ควรตรวจสอบว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญาเป็นอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี และรวมถึงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสด ค่าแรกเข้าและรายปี
2. เงื่อนไขการชำระเงินและระยะเวลาผ่อนชำระ
อีกหนึ่งจุดที่ต้องตรวจสอบคือเงื่อนไขในการชำระเงินและระยะเวลาในการผ่อนชำระ ควรพิจารณาว่าเงื่อนไขการชำระเงินที่ระบุในสัญญาเหมาะสมกับความสามารถในการชำระของเราหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปภาระหนี้ที่ปลอดภัย เมื่อนำมาอัตราส่วนเงินสำหรับใช้ผ่อนชำระหนี้กับรายได้ในแต่ละเดือน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงระยะเวลาผ่อนชำระและจำนวนงวดที่ต้องชำระอีกด้วย
3. หลักประกันและการค้ำประกัน
บางสัญญากู้ยืมกำหนดว่าจะต้องมีหลักประกันหรือมีผู้ค้ำประกัน โดยจะต้องพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้
-มูลค่าของหลักประกัน โดยทั่วไป สถาบันการเงินจะให้กู้ในวงเงินที่ต่ำกว่ามูลค่าหลักประกัน เช่น 70-80% ของมูลค่าบ้านหรือรถยนต์
-เงื่อนไขการยึดหลักประกัน ศึกษาว่าในกรณีใดบ้างที่สถาบันการเงินมีสิทธิยึดหลักประกัน และมีขั้นตอนอย่างไร
-ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน หากมีผู้ค้ำประกัน ทั้งเราและผู้ค้ำประกันต้องเข้าใจขอบเขตความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
4. สิทธิ์ในการชำระหนี้ก่อนกำหนด
สำหรับบางคนที่มีวินัยในการใช้จ่าย อาจจะมีกำลังในการหาเงินมาเพื่อชำระหนี้ก่อนกำหนด
แต่อาจจะต้องมีการพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการปิดหนี้ก่อนกำหนด, ข้อจำกัดในการปิดหนี้ก่อนกำหนด และประโยชน์จากการปิดหนี้ก่อนกำหนด
5. การผิดนัดชำระและบทลงโทษ
ควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญากู้เงินที่ระบุในกรณีที่เราไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา รวมถึงบทลงโทษที่อาจเกิดขึ้น เช่น การมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดชำระ โดยสามารถเรียกเก็บได้ไม่เกิน 3% โดยมีการพิจารณาถึงประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาด้วย เป็นต้น
6. การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาในอนาคต
ควรดูด้วยว่าในสัญญากู้ยืมเงินระบุเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงสัญญาอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยหรือระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้เราทราบถึงสิทธิ์และหน้าที่ของตนเองในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในอนาคต

สิ่งที่สำคัญคืออัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเราก็สามารถพิจารณาได้ว่าไม่ควรกู้เงิน เพราะไม่เช่นนั้นทั้งต้นทั้งดอกคงส่งไม่จบแน่ๆ โดย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐาน และป้องกันไม่ให้ผู้ให้กู้เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ในอัตราที่สูงเกินจริง โดยกฎหมายได้แบ่งเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ตามประเภทของผู้ให้กู้ ดังนี้
1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างบุคคล
กฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี หรือเทียบเท่า ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตรานี้จะถือว่าผิดกฎหมายทันที
2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ รวมกันแล้วได้สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 25 ต่อปี โดยอัตราที่แท้จริงจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อ และนโยบายของสถาบันนั้นๆ
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยแต่ละประเภท
ประเภทของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลักๆ แบ่งตามวิธีการกำหนดได้เป็น 2 ประเภทคือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสัญญา และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ที่ปรับขึ้นลงตามต้นทุนธนาคาร (MLR, MRR, MOR) นอกจากนี้ยังมีการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) และแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ดังนี้
1. ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
อัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญา ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดมีจำนวนเท่ากันไม่เปลี่ยนแปลง มักจะพบในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งข้อดีคือเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ทราบยอดที่แน่นอน
เช่น ยอดเงินกู้ 100,000 บาท อัตราบอกเบี้ยคงที่ 10% ต่อปี ระยะเวลาผ่อน 2 ปี (24 งวด)
ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย 100,000 x 10% x 2 ปี = 20,000 บาท
รวมยอด 100,000 + 20,000 = 120,000 บาท
ค่างวดต่อเดือน 120,000 / 24 งวด = 5,000 บาท
2. ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ทำให้เมื่อเราผ่อนชำระไปเรื่อย ๆ เงินต้นจะลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัด ๆ ไปลดลงตามไปด้วย มักพบในสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบ้าน มีข้อดีตรงที่สามารถจ่ายเงินเกินค่างวด เพื่อให้เงินต้นลดเร็วขึ้น และสามารถประหยัดดอกเบี้ยโดยรวมได้
เช่น กู้เงิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก 20% ต่อปี ตกลงผ่อนชำระเดือนละ 5,000 บาท (20 งวด)
งวดที่ 1 (31 วัน)
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย (100,000 x 20% x 31 วัน) / 365 วัน = 1,698.63 บาท
เงินที่นำไปหักเงินต้น 5,000 – 1,698.63 = 3,301.37 บาท
เงินต้นคงเหลือ 100,000 – 3,301.37 = 96,698.63 บาท
งวดที่ 2 (31 วัน)
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย (96,698.63 x 20% x 31 วัน) / 365 วัน = 1,642.55 บาท
เงินที่นำไปหักเงินต้น 5,000 – 1,642.55 = 3,357.45 บาท
เงินต้นคงเหลือ 96,698.63 – 3,357.45 = 93,341.18 บาท
จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีความสำคัญอย่างมาก ที่คุณจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนกู้เงิน จะต้องเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย หากคุณมองหาผู้ให้บริการทางการเงินในระบบที่ให้บริการเงินกู้ถูกกฎหมาย ให้วงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ ต้อง capitalsure นอกจากนี้ยังมีบริการขายฝาก รับจำนองที่อนุมัติไว ได้เงินเร็ว และปลอดภัย ไร้กังวล
